"และเราสรรสร้างคู่ขนานอันแตกต่างบนปฐพีเดียวกัน สองสมมาตรนี้ค้ำแผ่นฟ้าผืนเดียวกัน"
สมการพรีเอนเนียน รอบที่ 12
ณ ห้องโถงที่สุดขอบจินตนาการ หญิงสาวผู้หนึ่งวางมือจากพู่กันสีเงิน ตรงหน้านางนั้นมีผืนผ้าใบที่แปลกประหลาดคู่หนึ่ง ผืนหนึ่งนั้นมีสีน้ำตาลดังหินผา ถูกแต้มแต่งด้วยหมึกไร้สีที่ประหนึ่งใช้สิ่่วสลักลงในหิน อีกผืนหนึ่งมีสีน้ำเงินเข้มลึกลับ นางจ้องมองผืนผ้าใบอันแปลกประหลาดคู่นั้นพลางยิ้มกริ่มกับผลงานที่สำหรับการฉลองครั้งสำคัญ
ใต้ท้องฟ้าครามของซโมริเซียยังมีดินแดนทางตะวันออกสุดที่อาณาเขตจรดน่านน้ำซาแฟร แคว้นที่ถูกกล่าวขานว่าเป็นดินแดนที่ลึกลับที่สุด แบริเออร์ออฟไฟลอน (Barrier of Pfylon) คือชื่อของดินแดนแถบนี้ สภาพแวดล้อมที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกอันหนาทึบที่กีดขวางการเดินทางตลอดปี เนื่องจากนักสำรวจจากเมืองต่างๆ ไม่สามารถผ่านเข้าไปถึงอีกฝั่งหนึ่งของหมอกได้ทำให้บริเวณนี้เป็นพื้นที่ว่างในแผนที่ของอาณาจักรต่างๆ
บริเวณโดยรอบแบริเออร์นั้นเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านเล็กๆ หลายหมู่บ้าน หมู่บ้านเหล่านี้ขึ้นชื่อทางด้านการรักษาโรคภัยต่างๆ โดยมีกลุ่มวาร์ดเดอร์ (warder) ที่มีความสามารถในการรักษาเดินทางระหว่างหมู่บ้านเหล่านั้นเพื่อรักษาให้กับผู้ป่วย ผู้ที่ป่วยด้วยโรคเรื้อรังจากทั่วทั้งทวีปต่างมารักษาในหมู่บ้านรอบแบริเออร์และส่วนใหญ่ก็ัตัดสินใจทิ้งอดีตของตน อาศัยอยู่ในหมู่บ้านอันแสนสงบสุขจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต
ในปีที่สองพันห้าร้อยได้เกิดความปั่นป่วนของสัตว์ป่าในทวีป ทำให้ผู้คนหลั่งไหลเข้ามาพึ่งพิงหมู่บ้านรอบแบริเออร์จำนวนมากทำให้ชุมชนได้ขยายวงกว้างไปรอบแบริเออร์ เหล่าวาร์ดเดอร์ได้่่ถ่ายทอดความรู้ให้กับชุมชนเพื่อให้สามารถช่วยกันดูแลกันเองและพยาบาลผู้ป่วยที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกวันได้ทันท่วงที
ไม่มีใครรู้และสงสัยว่าวาร์ดเดอร์ี้ีนี้มาจากที่ใดกันแน่จนกระทั่งปีที่เทพีอามาเนียเสด็จลงมายังซโมริเซีย อานุภาพแห่งเพลิงของนางได้ทำให้หมอกที่ปกคลุมระเหยไปเผยให้เห็นภูเขาไฟลูกใหญ่ บนไหล่เขานั้นเต็มไปด้วยสิ่งปลูกสร้างรูปทรงแปลกประหลาดที่ไม่มีชาวซโมริเซียผู้ใดเคยเห็นมาก่อน เหล่าวาร์ดเดอร์นั้นมาจากอาณาจักรที่หลบซ่อนอยู่หลังหมอกนี่เอง อาณาจักรไฟลอนอันลึกลับ
เนื่องจากเหล่าวาร์ดเดนอาศัยคุณสมบัติพิเศษของหมอกในการรักษาอาการป่วยไข้ เมื่อหมอกหมดไปนั้นทำให้วาร์ดเดนจำเป็นต้องนำเทคโนโลยีอันล้ำสมัยของไฟลอนมายังหมู่บ้านโดยรอบ และได้ดูแลการพัฒนาหมู่บ้านเหล่านั้นจนได้รับการขนานนามว่าเป็นวงแหวนของไฟลอน
แม้ว่าไฟลอนจะถูกเปิดเผยแก่ชาวซโมริเซียแล้วก็ยังมีเพียงน้อยคนเท่านั้นที่ได้ไปเยือนภายในอาณาจักรอันล้ำยุคนั้น ผู้ที่ได้ไปเยือนมานั้นได้เล่าให้ฟังตอนหนึ่งว่า ไฟลอนนั้นเป็นอาณาจักรทีได้รับการบริบาลจากเทพพรีเอนนาที่ประทานความสามารถในการควบคุมพลังไซออนนิก (psionic) ซึ่งเป็นพลังชีวิตแบบหนึ่ง ทำให้สามารถพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว แต่จุดมุ่งหมายของไฟลอนคือการถอดความ สมการกำเนิด (Ingenerate Equation) ที่เป็นรอยจารึกบนศิลาศักดิ์สิทธิ์ที่เทพพรีเอนนาได้ประทานมาให้
สมการกำเนิดนั้นเป็นสมการที่เก็บความรู้ของจักรวาลของเทพเจ้าเอาไว้ครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งหนึ่งนั้นถูกเก็บอยู่ในสมการแห่งการทำลายล้าง (Apocalypse Equation) ซึ่งถูกซ่อนไว้โดยเทพพรีเอนนา โดยสมการกำเนิดเก็บความรอบรู้เกี่ยวกับการสร้างและทำนุบำรุง ส่วนสมการทำลายล้างนั้นเก็บความรู้เกี่ยวกับการทำลายและจุดจบ แต่ละสมการนั้นสามารถถอดรหัสทศนิยมที่ไม่มีวันสิ้นสุดของค่า Pi เพื่อให้ได้ความรู้ และยังได้ต่อเติมสมการให้ซับซ้อนขึ้น เมื่อนำสมการที่ได้ไปถอดรหัสค่า Pi อีกก็จะได้ความรู้ในระดับที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ
ค่า Pi ซึ่งเป็นผลหารระหว่างเส้นรอบวงและรัศมีของวงกลมนี้เป็นค่าที่แทนโลกทีเป็นทรงกลมที่เหล่าทวยเทพได้สร้างขึ้น ทศนิยมที่ซ้ำและไม่รู้จบของค่า Pi นี้เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงพลังและความรอบรู้ของเทพเจ้า
ความรู้ที่ได้จากสมการนั้นมีตั้งแต่เรื่องกลศาสตร์เบื้องต้น ปรัชญา จนกระทั้งเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีตและกำลังจะเกิดในอนาคต จึงทำให้ชาวไฟลอนนั้นสามารถรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าได้ตามความที่ถอดได้จากสมการ อย่างไรก็ตามเนื่องจากการถอดสมการยังดำเนินอยู่ การรับรู้และตีความอนาคตของชาวไฟลอนนั้นก็มีขอบเขตจำกัด
เนื่องจาก การคำนวนนี้ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ ในการวนรอบที่สูงขึ้นของสมการ และค่า Pi ที่เป็นทศนิยมที่ไม่ซ้ำไม่สิ้นสุดนั้นทำให้การถอดความลับของพระเจ้าไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เหล่าชาวไฟลอนยังจำเป็นต้องอาศัยความรู้เกี่ยวกับโลกเพื่อถอดผลที่ได้ออกมาจากสมการอีก และภาระัอันยิ่งใหญ่ที่สุดคือการค้นหาและทำลายสมการทำลายล้างและทำลายมันก่อนที่จะมีผู้ใช้มันทำลายล้างซโมริเซีย
ด้วยเหตุนี้ทำให้ชาวไฟลอนไม่ใส่ใจที่จะติดต่อกับผู้คนภายนอกมากไปกว่าการเป็นที่พึ่งทางด้านการรักษาผู้ที่มาพึ่งพา อีกทั้งยังดูแลเทคโนโลยีของตนอย่างทั่วถึงเพื่อป้องกันไม่ให้อาณาจักรภายนอกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการทำสงคราม
เรื่องราวก็เป็นอย่างนี้เรื่อยมาจนถึงสงครามครั้งใหญ่แห่งซโมริเซียที่ทำให้ไฟลอนไม่สามารถนิ่งอยู่ได้ต่อไป
ณ ห้องโถงที่สุดขอบจินตนาการ หญิงสาวผู้หนึ่งวางมือจากพู่กันสีเงิน ตรงหน้านางนั้นมีผืนผ้าใบที่แปลกประหลาดคู่หนึ่ง ผืนหนึ่งนั้นมีสีน้ำตาลดังหินผา ถูกแต้มแต่งด้วยหมึกไร้สีที่ประหนึ่งใช้สิ่่วสลักลงในหิน อีกผืนหนึ่งมีสีน้ำเงินเข้มลึกลับ นางจ้องมองผืนผ้าใบอันแปลกประหลาดคู่นั้นพลางยิ้มกริ่มกับผลงานที่สำหรับการฉลองครั้งสำคัญ
ใต้ท้องฟ้าครามของซโมริเซียยังมีดินแดนทางตะวันออกสุดที่อาณาเขตจรดน่านน้ำซาแฟร แคว้นที่ถูกกล่าวขานว่าเป็นดินแดนที่ลึกลับที่สุด แบริเออร์ออฟไฟลอน (Barrier of Pfylon) คือชื่อของดินแดนแถบนี้ สภาพแวดล้อมที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกอันหนาทึบที่กีดขวางการเดินทางตลอดปี เนื่องจากนักสำรวจจากเมืองต่างๆ ไม่สามารถผ่านเข้าไปถึงอีกฝั่งหนึ่งของหมอกได้ทำให้บริเวณนี้เป็นพื้นที่ว่างในแผนที่ของอาณาจักรต่างๆ
บริเวณโดยรอบแบริเออร์นั้นเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านเล็กๆ หลายหมู่บ้าน หมู่บ้านเหล่านี้ขึ้นชื่อทางด้านการรักษาโรคภัยต่างๆ โดยมีกลุ่มวาร์ดเดอร์ (warder) ที่มีความสามารถในการรักษาเดินทางระหว่างหมู่บ้านเหล่านั้นเพื่อรักษาให้กับผู้ป่วย ผู้ที่ป่วยด้วยโรคเรื้อรังจากทั่วทั้งทวีปต่างมารักษาในหมู่บ้านรอบแบริเออร์และส่วนใหญ่ก็ัตัดสินใจทิ้งอดีตของตน อาศัยอยู่ในหมู่บ้านอันแสนสงบสุขจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต
ในปีที่สองพันห้าร้อยได้เกิดความปั่นป่วนของสัตว์ป่าในทวีป ทำให้ผู้คนหลั่งไหลเข้ามาพึ่งพิงหมู่บ้านรอบแบริเออร์จำนวนมากทำให้ชุมชนได้ขยายวงกว้างไปรอบแบริเออร์ เหล่าวาร์ดเดอร์ได้่่ถ่ายทอดความรู้ให้กับชุมชนเพื่อให้สามารถช่วยกันดูแลกันเองและพยาบาลผู้ป่วยที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกวันได้ทันท่วงที
ไม่มีใครรู้และสงสัยว่าวาร์ดเดอร์ี้ีนี้มาจากที่ใดกันแน่จนกระทั่งปีที่เทพีอามาเนียเสด็จลงมายังซโมริเซีย อานุภาพแห่งเพลิงของนางได้ทำให้หมอกที่ปกคลุมระเหยไปเผยให้เห็นภูเขาไฟลูกใหญ่ บนไหล่เขานั้นเต็มไปด้วยสิ่งปลูกสร้างรูปทรงแปลกประหลาดที่ไม่มีชาวซโมริเซียผู้ใดเคยเห็นมาก่อน เหล่าวาร์ดเดอร์นั้นมาจากอาณาจักรที่หลบซ่อนอยู่หลังหมอกนี่เอง อาณาจักรไฟลอนอันลึกลับ
เนื่องจากเหล่าวาร์ดเดนอาศัยคุณสมบัติพิเศษของหมอกในการรักษาอาการป่วยไข้ เมื่อหมอกหมดไปนั้นทำให้วาร์ดเดนจำเป็นต้องนำเทคโนโลยีอันล้ำสมัยของไฟลอนมายังหมู่บ้านโดยรอบ และได้ดูแลการพัฒนาหมู่บ้านเหล่านั้นจนได้รับการขนานนามว่าเป็นวงแหวนของไฟลอน
แม้ว่าไฟลอนจะถูกเปิดเผยแก่ชาวซโมริเซียแล้วก็ยังมีเพียงน้อยคนเท่านั้นที่ได้ไปเยือนภายในอาณาจักรอันล้ำยุคนั้น ผู้ที่ได้ไปเยือนมานั้นได้เล่าให้ฟังตอนหนึ่งว่า ไฟลอนนั้นเป็นอาณาจักรทีได้รับการบริบาลจากเทพพรีเอนนาที่ประทานความสามารถในการควบคุมพลังไซออนนิก (psionic) ซึ่งเป็นพลังชีวิตแบบหนึ่ง ทำให้สามารถพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว แต่จุดมุ่งหมายของไฟลอนคือการถอดความ สมการกำเนิด (Ingenerate Equation) ที่เป็นรอยจารึกบนศิลาศักดิ์สิทธิ์ที่เทพพรีเอนนาได้ประทานมาให้
สมการกำเนิดนั้นเป็นสมการที่เก็บความรู้ของจักรวาลของเทพเจ้าเอาไว้ครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งหนึ่งนั้นถูกเก็บอยู่ในสมการแห่งการทำลายล้าง (Apocalypse Equation) ซึ่งถูกซ่อนไว้โดยเทพพรีเอนนา โดยสมการกำเนิดเก็บความรอบรู้เกี่ยวกับการสร้างและทำนุบำรุง ส่วนสมการทำลายล้างนั้นเก็บความรู้เกี่ยวกับการทำลายและจุดจบ แต่ละสมการนั้นสามารถถอดรหัสทศนิยมที่ไม่มีวันสิ้นสุดของค่า Pi เพื่อให้ได้ความรู้ และยังได้ต่อเติมสมการให้ซับซ้อนขึ้น เมื่อนำสมการที่ได้ไปถอดรหัสค่า Pi อีกก็จะได้ความรู้ในระดับที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ
ค่า Pi ซึ่งเป็นผลหารระหว่างเส้นรอบวงและรัศมีของวงกลมนี้เป็นค่าที่แทนโลกทีเป็นทรงกลมที่เหล่าทวยเทพได้สร้างขึ้น ทศนิยมที่ซ้ำและไม่รู้จบของค่า Pi นี้เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงพลังและความรอบรู้ของเทพเจ้า
ความรู้ที่ได้จากสมการนั้นมีตั้งแต่เรื่องกลศาสตร์เบื้องต้น ปรัชญา จนกระทั้งเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีตและกำลังจะเกิดในอนาคต จึงทำให้ชาวไฟลอนนั้นสามารถรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าได้ตามความที่ถอดได้จากสมการ อย่างไรก็ตามเนื่องจากการถอดสมการยังดำเนินอยู่ การรับรู้และตีความอนาคตของชาวไฟลอนนั้นก็มีขอบเขตจำกัด
เนื่องจาก การคำนวนนี้ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ ในการวนรอบที่สูงขึ้นของสมการ และค่า Pi ที่เป็นทศนิยมที่ไม่ซ้ำไม่สิ้นสุดนั้นทำให้การถอดความลับของพระเจ้าไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เหล่าชาวไฟลอนยังจำเป็นต้องอาศัยความรู้เกี่ยวกับโลกเพื่อถอดผลที่ได้ออกมาจากสมการอีก และภาระัอันยิ่งใหญ่ที่สุดคือการค้นหาและทำลายสมการทำลายล้างและทำลายมันก่อนที่จะมีผู้ใช้มันทำลายล้างซโมริเซีย
ด้วยเหตุนี้ทำให้ชาวไฟลอนไม่ใส่ใจที่จะติดต่อกับผู้คนภายนอกมากไปกว่าการเป็นที่พึ่งทางด้านการรักษาผู้ที่มาพึ่งพา อีกทั้งยังดูแลเทคโนโลยีของตนอย่างทั่วถึงเพื่อป้องกันไม่ให้อาณาจักรภายนอกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการทำสงคราม
เรื่องราวก็เป็นอย่างนี้เรื่อยมาจนถึงสงครามครั้งใหญ่แห่งซโมริเซียที่ทำให้ไฟลอนไม่สามารถนิ่งอยู่ได้ต่อไป