Friday, January 19, 2007

The Khroniqle of Pfylon

"และเราสรรสร้างคู่ขนานอันแตกต่างบนปฐพีเดียวกัน สองสมมาตรนี้ค้ำแผ่นฟ้าผืนเดียวกัน"
สมการพรีเอนเนียน รอบที่ 12

ณ ห้องโถงที่สุดขอบจินตนาการ หญิงสาวผู้หนึ่งวางมือจากพู่กันสีเงิน ตรงหน้านางนั้นมีผืนผ้าใบที่แปลกประหลาดคู่หนึ่ง ผืนหนึ่งนั้นมีสีน้ำตาลดังหินผา ถูกแต้มแต่งด้วยหมึกไร้สีที่ประหนึ่งใช้สิ่่วสลักลงในหิน อีกผืนหนึ่งมีสีน้ำเงินเข้มลึกลับ นางจ้องมองผืนผ้าใบอันแปลกประหลาดคู่นั้นพลางยิ้มกริ่มกับผลงานที่สำหรับการฉลองครั้งสำคัญ


ใต้ท้องฟ้าครามของซโมริเซียยังมีดินแดนทางตะวันออกสุดที่อาณาเขตจรดน่านน้ำซาแฟร แคว้นที่ถูกกล่าวขานว่าเป็นดินแดนที่ลึกลับที่สุด แบริเออร์ออฟไฟลอน (Barrier of Pfylon) คือชื่อของดินแดนแถบนี้ สภาพแวดล้อมที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกอันหนาทึบที่กีดขวางการเดินทางตลอดปี เนื่องจากนักสำรวจจากเมืองต่างๆ ไม่สามารถผ่านเข้าไปถึงอีกฝั่งหนึ่งของหมอกได้ทำให้บริเวณนี้เป็นพื้นที่ว่างในแผนที่ของอาณาจักรต่างๆ

บริเวณโดยรอบแบริเออร์นั้นเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านเล็กๆ หลายหมู่บ้าน หมู่บ้านเหล่านี้ขึ้นชื่อทางด้านการรักษาโรคภัยต่างๆ โดยมีกลุ่มวาร์ดเดอร์ (warder) ที่มีความสามารถในการรักษาเดินทางระหว่างหมู่บ้านเหล่านั้นเพื่อรักษาให้กับผู้ป่วย ผู้ที่ป่วยด้วยโรคเรื้อรังจากทั่วทั้งทวีปต่างมารักษาในหมู่บ้านรอบแบริเออร์และส่วนใหญ่ก็ัตัดสินใจทิ้งอดีตของตน อาศัยอยู่ในหมู่บ้านอันแสนสงบสุขจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต

ในปีที่สองพันห้าร้อยได้เกิดความปั่นป่วนของสัตว์ป่าในทวีป ทำให้ผู้คนหลั่งไหลเข้ามาพึ่งพิงหมู่บ้านรอบแบริเออร์จำนวนมากทำให้ชุมชนได้ขยายวงกว้างไปรอบแบริเออร์ เหล่าวาร์ดเดอร์ได้่่ถ่ายทอดความรู้ให้กับชุมชนเพื่อให้สามารถช่วยกันดูแลกันเองและพยาบาลผู้ป่วยที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกวันได้ทันท่วงที

ไม่มีใครรู้และสงสัยว่าวาร์ดเดอร์ี้ีนี้มาจากที่ใดกันแน่จนกระทั่งปีที่เทพีอามาเนียเสด็จลงมายังซโมริเซีย อานุภาพแห่งเพลิงของนางได้ทำให้หมอกที่ปกคลุมระเหยไปเผยให้เห็นภูเขาไฟลูกใหญ่ บนไหล่เขานั้นเต็มไปด้วยสิ่งปลูกสร้างรูปทรงแปลกประหลาดที่ไม่มีชาวซโมริเซียผู้ใดเคยเห็นมาก่อน เหล่าวาร์ดเดอร์นั้นมาจากอาณาจักรที่หลบซ่อนอยู่หลังหมอกนี่เอง อาณาจักรไฟลอนอันลึกลับ

เนื่องจากเหล่าวาร์ดเดนอาศัยคุณสมบัติพิเศษของหมอกในการรักษาอาการป่วยไข้ เมื่อหมอกหมดไปนั้นทำให้วาร์ดเดนจำเป็นต้องนำเทคโนโลยีอันล้ำสมัยของไฟลอนมายังหมู่บ้านโดยรอบ และได้ดูแลการพัฒนาหมู่บ้านเหล่านั้นจนได้รับการขนานนามว่าเป็นวงแหวนของไฟลอน

แม้ว่าไฟลอนจะถูกเปิดเผยแก่ชาวซโมริเซียแล้วก็ยังมีเพียงน้อยคนเท่านั้นที่ได้ไปเยือนภายในอาณาจักรอันล้ำยุคนั้น ผู้ที่ได้ไปเยือนมานั้นได้เล่าให้ฟังตอนหนึ่งว่า ไฟลอนนั้นเป็นอาณาจักรทีได้รับการบริบาลจากเทพพรีเอนนาที่ประทานความสามารถในการควบคุมพลังไซออนนิก (psionic) ซึ่งเป็นพลังชีวิตแบบหนึ่ง ทำให้สามารถพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว แต่จุดมุ่งหมายของไฟลอนคือการถอดความ สมการกำเนิด (Ingenerate Equation) ที่เป็นรอยจารึกบนศิลาศักดิ์สิทธิ์ที่เทพพรีเอนนาได้ประทานมาให้

สมการกำเนิดนั้นเป็นสมการที่เก็บความรู้ของจักรวาลของเทพเจ้าเอาไว้ครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งหนึ่งนั้นถูกเก็บอยู่ในสมการแห่งการทำลายล้าง (Apocalypse Equation) ซึ่งถูกซ่อนไว้โดยเทพพรีเอนนา โดยสมการกำเนิดเก็บความรอบรู้เกี่ยวกับการสร้างและทำนุบำรุง ส่วนสมการทำลายล้างนั้นเก็บความรู้เกี่ยวกับการทำลายและจุดจบ แต่ละสมการนั้นสามารถถอดรหัสทศนิยมที่ไม่มีวันสิ้นสุดของค่า Pi เพื่อให้ได้ความรู้ และยังได้ต่อเติมสมการให้ซับซ้อนขึ้น เมื่อนำสมการที่ได้ไปถอดรหัสค่า Pi อีกก็จะได้ความรู้ในระดับที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ

ค่า Pi ซึ่งเป็นผลหารระหว่างเส้นรอบวงและรัศมีของวงกลมนี้เป็นค่าที่แทนโลกทีเป็นทรงกลมที่เหล่าทวยเทพได้สร้างขึ้น ทศนิยมที่ซ้ำและไม่รู้จบของค่า Pi นี้เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงพลังและความรอบรู้ของเทพเจ้า

ความรู้ที่ได้จากสมการนั้นมีตั้งแต่เรื่องกลศาสตร์เบื้องต้น ปรัชญา จนกระทั้งเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีตและกำลังจะเกิดในอนาคต จึงทำให้ชาวไฟลอนนั้นสามารถรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าได้ตามความที่ถอดได้จากสมการ อย่างไรก็ตามเนื่องจากการถอดสมการยังดำเนินอยู่ การรับรู้และตีความอนาคตของชาวไฟลอนนั้นก็มีขอบเขตจำกัด

เนื่องจาก การคำนวนนี้ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ ในการวนรอบที่สูงขึ้นของสมการ และค่า Pi ที่เป็นทศนิยมที่ไม่ซ้ำไม่สิ้นสุดนั้นทำให้การถอดความลับของพระเจ้าไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เหล่าชาวไฟลอนยังจำเป็นต้องอาศัยความรู้เกี่ยวกับโลกเพื่อถอดผลที่ได้ออกมาจากสมการอีก และภาระัอันยิ่งใหญ่ที่สุดคือการค้นหาและทำลายสมการทำลายล้างและทำลายมันก่อนที่จะมีผู้ใช้มันทำลายล้างซโมริเซีย

ด้วยเหตุนี้ทำให้ชาวไฟลอนไม่ใส่ใจที่จะติดต่อกับผู้คนภายนอกมากไปกว่าการเป็นที่พึ่งทางด้านการรักษาผู้ที่มาพึ่งพา อีกทั้งยังดูแลเทคโนโลยีของตนอย่างทั่วถึงเพื่อป้องกันไม่ให้อาณาจักรภายนอกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการทำสงคราม

เรื่องราวก็เป็นอย่างนี้เรื่อยมาจนถึงสงครามครั้งใหญ่แห่งซโมริเซียที่ทำให้ไฟลอนไม่สามารถนิ่งอยู่ได้ต่อไป

Thursday, January 18, 2007

The Amania's kingdom.

ดินแดนอามาเนียเป็นดินแดนที่ตั้งอยู่บนทะเลทรายกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา โอเอซิสซึ่งเป็นแหล่งนำเพียงแหล่งเดียวที่พบในดินแดนนี้ จึงมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ดังนั้นการต่อสู้เพื่อแย่งชิงโอเอซิสมาไว้ในครอบครองจึงเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา

เป็นเวลานับพันๆปีที่ชนเผ่าต่างๆรบพุ่งกันเพื่อแย่งชิงแหล่งน้ำ จนในที่สุดก็เหลือเพียงชนเผ่าเพียง 2 เผ่าเท่านั้นที่ได้ครอบครองโอเอซิสและแบ่งเขตแดนในอามาเนียออกเป็น 2 ส่วนนั่นคือ อามาเนียแดนตะวันออก และอามาเนียแดนตะวันตก แต่ละเผ่ามีผู้นำที่เข้มแข็งและได้สถาปนาอาณาจักรของตนขึ้น

แม้ว่าการแบ่งเขตแหล่งน้ำดูเหมือนจะสิ้นสุดแล้ว แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานปี จำนวนประชากรของทั้งสองเผ่าก็ทวีขึ้น จนแหล่งนำไม่อาจรองรับความต้องการได้ สงครามจึงได้ปะทุขึ้นอีกครั้ง การฆ่าฟันอันดุเดือดเนื่องจากอาวุธสงครามที่น่ากลัวและมีประสิทธิภาพในการทำลายล้างสูงขึ้น ผลจากสงครามทำให้บ้านเมืองต่างวายวอดด้วยเปลวเพลิง ผืนทรายถูกอาบด้วยโลหิต นกแร้งบินร่อนไปทั่วดินแดน

ภาพความสยดสยองจากสงครามเหล่านี้ถูกเฝ้ามองผ่านหมู่เมฆบนท้องฟ้าโดยเทวีอามาเนีย เทพเจ้าผู้สร้างสรรค์ดินแดนแห่งนี้ พระองค์ทรงมองดูลูกหลานที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นกำลังเข่นฆ่ากันเองด้วยความเศร้าโศก เทวีอามาเนียทรงเห็นว่ายิ่งเวลาการรบผ่านไปยาวนานมากเท่าใด ผู้คนย่อมมีแต่ล้มตายมากขึ้นเท่านั้น พระองค์จึงตัดสินพระทัยเสด็จลงมายังดินแดนแห่งนี้ พร้อมกับนำดาบวิเศษเล่มหนึ่งลงมาด้วย ทันทีที่พระองค์ทรงก้าวเหยียบลงบนพื้นพิภพ โอเอซิสทุกแห่งต่างเหือดแห้งลงในพริบตา พระอาทิตย์ส่องแสงร้อนแรงขึ้นเป็นเท่าทวี ผู้คนเกิดความโกลาหลเพราะปรากฏการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้น สงครามที่ดุเดือดต่างหยุดลงในทันใด บรรดาโหราจารย์ทั้ง 2 เผ่าต่างพร้อมใจกันกล่าวถึงการมาของมหาเทพีแห่งเปลวเพลิง ผู้นำเผ่าทั้ง 2 จึงได้ตกลงหยุดสงครามไว้ เพื่อช่วยกันหาหนทางแก้ไขสถานการณ์ที่เกินจะควบคุมนี้

โหราจารย์ที่อาวุโสที่สุดแห่งแดนตะวันออกและแดนตะวันตกต่างเสนอให้ผู้นำทั้งสองเผ่าสร้างแท่นบูชาขึ้นเพื่อบูชาเทพีอามาเนีย และทำสัญญาสงบศึกต่อพระพักตร์ของพระองค์ ผู้นำทั้งสองเผ่าไม่มีทางเลือกอื่นจึงสั่งการไพร่พลทั้งหมด ให้สร้างแท่นบูชาขึ้น ณ ดินแดนกึ่งกลางของ 2 อาณาจักร และด้วยกำลังไพร่พลเรือนแสนของทั้ง 2 เผ่าทำให้ใช้เวลาในการสร้างทั้งวันและคืนเพียงแค่วันเดียวเท่านั้น แท่นบูชาที่สร้างสำเร็จแล้ว ทำมาจากหินทรายที่พบได้ทั่วไปในดินแดนอามาเนีย นำมาตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ขนาดกว้าง 1 เมตรและนำมาเรียงต่อกันเป็นฐานรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ากว้าง 50 เมตร ยาว 100 เมตร มีความสูง 50 เมตร โดยเรียงเป็นขั้นบันได จำนวน 10 ขั้น ที่ชั้นบนสุดเป็นแท่นบูชาที่สลักเป็นตราสัญลักษณ์ของทั้ง 2 อาณาจักรและบระดับด้วยทองคำ เมื่อกระทบกับแสงอาทิตย์แท่นบูชาจะเปล่งแสงเจิดจ้าไม่ต่างจากดวงตะวันบนฟากฟ้าแม้แต่น้อย หลังจากที่สร้างแท่นบูชาเรียบร้อยแล้ว โหราจารย์อาวุโสทั้ง 2 จึงเริ่มต้นการทำพิธีบูชาโดยนำผลไม้รสหวานหลากหลายชนิด รวมทั้งไม้หอมและเครื่องหอมต่างๆ มาบรรจุในอ่างเหล็กที่มีขาตั้งเล็กๆ สามขาจนเต็ม จากนั้นโหราจารย์ชราทั้งสองจึงนำดาบประจำตัวของตัวเองขึ้นมาถือไว้ตรงหน้า ชี้ปลายดาบขึ้นสู่ฟ้าสวรรค์ แล้วสวดมนต์บูชาเทพเจ้าพร้อมทั้งอัญเชิญให้พระองค์เสด็จมา เวลาของพิธีการผ่านไปเนิ่นนาน บรรดาผู้คนทั้งหลายที่รายรอบแท่นต่างเริ่มสิ้นหวังและถอดใจเพราะไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง เทพเจ้าก็ไม่เสด็จมาเสียที เหลือเพียงแต่ชายชราทั้งสองที่สวดมนต์อยู่บนแท่นโดยไม่ยอมแพ้ต่อความกระหายน้ำและความสับสน

ผู้นำทั้งสองอาณาจักรมองดูผู้คนของตนสิ้นหวังไปทีละคนๆ จนทั้งสองได้ตัดสินใจลุกขึ้นจากที่นั่งและกล่าวขึ้นว่า ข้าแต่มหาเทพี ข้าพระองค์ทั้งสองเป็นผู้ที่ทำให้เกิดสงครามและความอดอยาก ข้าพระองค์ขอรับโทษทัณฑ์แทนประชาชนของข้าพระองค์ และข้าพระองค์ทั้งสองจะรวมอาณาจักรเป็นหนึ่งเดียว ไม่ให้เกิดการสงครามเช่นในอดีตอีกต่อไป หากผิดไปจากคำพูดนี้ ขอให้วิญญาณของเรามอดไหม้ด้วยพระบาทของพระองค์เถิด เมื่อผู้นำทั้งสองพูดจบท้องฟ้าก็กลายเป็นสีเพลิงในฉับพลัน ลมพัดกระหนำเป็นวงกลมรอบผู้คนทั้งหมด เหมือนกับกำแพงขนาดมหึมา เมฆสีเพลิงหมุนวนเหนือแท่นบูชา แล้วก็มีเสียงสตรีเสียงหนึ่งดังกังวานขึ้นรอบทิศว่า เราจะจดจำคำสัตย์ของเจ้า
อ้างอิง: ประวัติอามาเนีย โดยโบ๊ท

Sunday, November 26, 2006

The history of Ezellan

เมื่อเทพเจ้าได้สร้างซโมริเซียซึ่งประกอบด้วยดิน หิน และน้ำขึ้น เทพเจ้าได้สร้างต้นไม้ ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่ใช้ประโยชน์จากดินน้ำและหิน ในเริ่มแรกนั้นต้นไม้หลากหลายสายพันธุ์ได้ขึ้นปกคลุมทั่วทั้งแผ่นดิน และใต้สมุทร
ในกาลนั้นมีแต่ความสงบเงียบและร่มเย็นเกิดขึ้นบนผืนโลก ด้วยความสงบเงียบเหล่านั้นทำให้เหล่าทวยเทพรู้สึกเบื่อหน่ายจึงได้สร้างสรรพสัตว์ขึ้น

เหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลายนั้นไม่จำเป็นต้องใช้ประโยชน์จากดิน หิน และน้ำโดยตรง ทำให้สามารถเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระมากกว่าต้นไม้ซึ่งเป็นชีวิตแรกของโลก เหล่าสรรพสัตว์นั้นจะได้อาหารจากการกินต้นไม้และสัตว์ด้วยกันเอง ด้วยการนี้เองจึงก่อเกิดกิจกรรมมากมายบนผืนโลก

หลายร้อยปีต่อมา เหล่าสรรพสัตว์เพิ่มจำนวนมากขึ้น ทำให้มีความต้องการอาหารมากขึ้น พืชพรรณได้ถูกทำลายอย่างรวดเร็ว เนื่องจากข้อจำกัดของต้นไม้ที่ไม่สามารถเคลื่อนที่หนีหรือต่อต้านเหล่าผู้มารุกรานได้ ทำให้ปริมาณต้นไม้ที่มีอยู่นั้นหดหายลง ผืนแผ่นดินแห้งแล้ง ผืนน้ำไร้ความอุดมสมบูรณ์ หินผาพังทลาย เหล่าต้นไม้กลุ่มสุดท้ายที่ยังหลงเหลืออยู่ได้อ้อนวอนต่อเหล่าเทพเจ้า

เหล่าทวยเทพได้เล็งเห็นว่าหากปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปพื้นโลกจะแห้งแล้ง และไม่มีอาหารให้สรรพสัตว์ได้ดำรงชีวิตอยู่ ทำให้เกิดความอดอยากและล้มตายไป จึงได้มีเทพเจ้าจุติลงมาเกิดเป็นต้มไม้ยักษ์นามว่าอิกดราซิล เพื่อคอยพิัทักษ์บริบาลเหล่าพืชพรรณให้มีความอุดมสมบูรณ์ และยังเป็นศูนย์กลางของจิตแห่งผืนป่า ที่ทำให้ต้นไม้สามารถรับรู้สภาพรอบข้างสื่อสารกันได้ นอกจากนั้นยังได้ให้พรแก่ต้นไม้บางส่วนได้มีความสามารถเคลื่อนไหวได้เท่าที่จำเป็น เพื่อพิทักษ์ผืนป่าสุดท้ายนี้และพิทักษ์อิกดราซิล

อำนาจบริบาลของอิกดราซิลนั้นมีทั่วเทือกเขาและแม่น้ำทางใต้ของทวีปซโมริเซียเท่านั้น เพื่อคงความสมดุลระหว่างพืชและสัตว์ให้มีอยู่ อย่างไรก็ตามเมื่อมีแหล่งพืชพรรณอุดมสมบูรณ์แล้ว เหล่าสรรพสัตว์ก็ยังสามารถเป็นผู้นำพาเมล็ดพันธุ์ไปสู่ดินแดนอื่นเพื่อฟื้นคืนผืนป่าทั่วทั้งทวีปอีกครั้ง

สองพันห้าร้อยปีหลังจากกำเนิดซโมริเซียสัตว์ป่าทั่วทั้งทวีปเกิดโรคระบาดทำให้สัตว์ป่าบ้าคลั่งและฆ่าฟันกันเองไปทั่ว ทำให้เกิดการนองเลือดในวงกว้าง ในครั้งนั้นอิกดราซิลได้บันดาลให้เกิดต้นไม้หนาทึบเพื่อป้องกันป่าทางตอนใต้ไว้ และยังเปิดทางให้มนุษย์และสัตว์ที่ไม่ติดเชื้อเข้ามาหลบภัยในผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ นั่นนับเป็นครั้งแรกที่มนุษย์ได้เยียบย่างเข้ามาในป่าทางตอนใต้ ผู้คนจากหลากหลายเผ่าพันธุ์ต่างตระหนักถึงความสงบของป่าและได้ร่วมกันสถาปนาอาณาจักรอีซีเลนที่มีปรัชญาในการดำรงชีวิตอยู่กับธรรมชาติแบบยั่งยืน

เหล่าคนที่อยู่ในป่าได้รับพรจากอิกดราซิลทำให้มีวิวัฒนาการเข้ากับป่าได้โดยสามารถดำรงชีวิตอยู่ในที่ที่มีความชื่นสัมพัทธ์สูงกว่าปกติ มีความสามารถสังเกตพฤติกรรมของต้นไม้ และมีความต้องการสารอาหารที่ได้จากเนื้อสัตว์น้อยลง ทำให้มีการทำปศุสัตว์เท่าที่จำเป็น นอกจากนั้นยังบันดาลให้เกิดเผ่าพันธุ์คนครึ่งพืชเพื่อต่อยอดวิวัฒนาการต่อไป

เหล่าชีวิตทั้งหลายในผืนป่านั้นได้พัฒนาวิทยาการธรรมชาติที่ใช้พลังงานจากการสังเคราะห์แสง แรงตึงผิว และอื่นๆ เนื่องจากลุ่มคนครึ่งพืชยังมีจำนวนน้อยและยังไม่สามารถร่วมใช้การสื่อสารกับต้นไม้อย่างที่ต้นไม้สื่อสารกันได้ จึงได้มีการสร้างหอสังเกตการณ์บนต้นไม้ทั่วทั้งป่า และมีระบบภาษาสัญญาณแบบที่มนุษย์ทั่วไปจะไม่สามารถสังเกตได้อีกด้วย

ความสงบสุขภายในอีซีเลนได้ดำเนินมากว่าร้อยปีก่อนถึงยุคสงครามแห่งมหาทวีป เมื่อสัญญาณภัยจากทางเหนือเริ่มชัดเจน และความมืดเริ่มคืบคลานก็ถึงเวลาแห่งความเปลี่ยนแปลงอีกครั้งของอีซีเลน

อ้างอิง: ประวัติอีซีเลน โดยเลอ

Saturday, November 25, 2006

Spining linear reactor

เมื่อพลังงานไฟฟ้าไม่สามารถหามาได้โดยวิธีดั้งเดิมอีกต่อไป เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์จึงถูกนำมาใช้งาน แต่ว่าประสิทธิภาพของการดูดซับคลื่นพลังงานที่ได้นั้นต่ำ ซึ่งเป็นสาเหตุของการระเบิดของเตาปฏิกรณ์ ซึ่งนำมาสู่ความเสียหายของทวีปอเมริกาเหนือในปี 2053 ตั้งแต่นั้นจึงมีการคิดค้นระบบปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่ปลอดภัยทั่วโลก

เตาปฏิกณ์นิวเคลียร์ฟิชชั่นเชิงเส้นแบบหมุน (Spining linear fission nuclear reactor) ใช้แม่เหล็กไฟฟ้าทรงกลมขนาดยักษ์ล้อมรอบเตาปฏิกรณ์ แม่เหล็กเหล่านี้สร้างสนามแม่เหล็กบังคับให้อนุภาคภายในเตาเรียงตัวกันเป็นเส้นตรง ทำให้ปฏิกิริยานิวเคลียร์เกิดขึ้นในหนึ่งมิติเท่านั้น เส้นตรงของปฏิกิริยานี้จะถูกบังคับให้หมุนควงเหมือนลูกข่างทำให้เกิดทรงกรวยสองอัน ที่ยอดหันเข้าหากันเหมือนนาฬิกาทราย ปฏิกิริยาที่ถูกบังคับให้เป็นทรงกรวยนี้ทำให้ัจำกัดทิศทางของคลื่นพลังงานที่ออกมาจากเตาปฏิกรณ์ได้ เราจึงสามารถใช้การหักเหและแทรกสอดของคลื่นเหล่านี้บังคับให้คลื่นเดินทางเป็นเส้นตรงคล้ายเลเซอร์ หรือรูปสปริงตามแต่ธรรมชาติของคลื่นได้ เส้นตรงและสปริงของคลื่นจะเดินทางขึ้นไปที่หอของเตาปฏิกรณ์เพื่อแปลงเป็นพลังงานไฟฟ้าโดยเซลคลื่น ซึ่งใช้กระบวนการคล้ายกับเซลล์แสงอาทิตย์ หากเกิดข้อผิดพลาดก็สามารถเปิดช่องด้านบนหอเพื่อยิงคลื่นออกไปสู่อวกาศโดยไม่เป็นอันตรายต่อผู้ที่อาศัยใกล้เคียง

ปฏิกิริยาในเชิงเส้นนั้นทำให้ปฏิิกิริยานิวเคลียร์เกิดอย่างสมบูรณ์โดยทิ้งแค่ไฮโดรเจน ซึ่งจะถูกดักนำไปใช้ทำเชื้อเพลิงอื่นต่อไป ส่วนสารที่ต้องใช้เพื่อเริ่มต้นปฏิกิริยานั้นก็ใช้ยูเรเนียมเป็นสารตั้งต้นในครั้งแรก และหลังจากปฏิกิริยาเสถียรแล้วสามารถใช้ธาตุอื่นๆ ที่มีอยู่ในท้องถิ่นเข้าไปเป็นสารตั้งต้นต่อไปได้ ทำให้ไม่จำเป็นต้องหายูเรเนียมจำนวนมากเพื่อใช้สร้างพลังงาน

การเติมสารตั้งต้นและการนำสารผลิตภัณฑ์ออกมาใช้ประโยชน์จากสนามแม่เหล็กและการหมุนของเส้นปฏิกิริยา โดยใช้การดึงออกและแทรกเข้าไประหว่างช่วงที่เส้นปฏิกิริยาหมุน

เตาปฏิกรณ์นั้นของเมืองเรานั้นสร้างโดยมีเศษหนึ่งส่วนสี่ของทรงกลมอยู่เหนือพื้นดิน เนื่องจากข้อจำกัดของความสูงจากจุดศูนย์กลางของโลกการฝังเตาปฏิกรณ์ลงใต้ดินได้ทั้งหมด
จะต้องใช้แม่เหล็กไฟฟ้าที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางยาวกว่าเดิมอีกหลายเท่า

คืนนี้เป็นการเปิดใช้ระบบเป็นครั้งแรก ระบบจำเป็นต้องอาศัยพลังงานไฟฟ้ามากเพื่อสร้างสนามแม่เหล็กไฟฟ้าและเดินเครื่องซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ที่ดูแลระบบทำให้ไฟฟ้าทั้งเมืองจำเป็นต้องดับเป็นเวลาห้านาที หลังจากเตาปฏิกรณ์ได้เดินเครื่องแล้ว พลังงานจากภายในระบบจะถูกหมุนเวียนนำมาใช้เพื่อดูแลระบบเอง และจะมีความสามารถจ่ายพลังงานออกได้มากกว่าเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบเดิมถึงสิบเท่า

เมื่อตัวนับเวลาถอยหลังเดินถึงศูนย์ ไฟฟ้าจากบ้านเรือนที่อยู่ใกลก็เริ่มดับลง ไล่เป็นวงกลมเข้ามาสู่เตาปฏิกรณ์ เืองทั้งเมืองหลับสนิทเป็นครั้งแรกในรอบกว่าร้อยปีและจุดที่สว่างจุดเดียวคือเตาปฏิกรณ์นั่นเอง สี่นาทีกว่าๆ ต่อมาทั้งเมืองต้องตื่นตะลึงกับลำคลื่นที่เข้มข้่นจนเห็นได้ด้วยตาเปล่าที่ทอดเป็นเส้นตรงสู่จักรวาลอันเิวิ้งว้าง ที่สว่างอยู่ราวครึ่งนาที แล้วทั้งเมืองก็กลับฟื้นตื่นจากความมืดมิด และุจุดเริ่มต้นของความสว่างนิรันดร์ก็ได้กำเนิดขึ้น

Fiction Fraction

Blog อันนี้จะเก็บไอเดียของนิยายวิทยาศาสตร์หรือแฟนตาซี ที่จู่ๆ ก็นึกขึ้นมาได้เอง และเป็นที่แน่นอนว่าไอเดียเหล่านั้นมีข้อผิดพลาดและความไม่สมบูรณ์อยู่ เพราะผมก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญไปซะทุกเรื่อง

แต่ก็อย่างชื่อ blog ที่ว่า Fiction เพราะเป็นเรื่องแต่ง Fraction เพราะไม่สมบูรณ์ บางทีแล้วความไม่สมบูรณ์นั้นก็คงจะดีที่มีที่ว่างให้เติมแต่งต่อได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด...